โปรดทราบ

ร่วมแจ้งข่าวสารต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน "เมืองแกลงนิวส์" ได้ที่ muangklangnews@gmail.com เพื่อที่กองบรรณาธิการข่าวจะได้พิจารณานำเผยแพร่ต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ข้อมูลที่มา ของสะพานเชื่อมแหลมสองแหลม (แหลมท่าตะเคียน แหลมยาง) ตอนที่ ๓

คลิ้กภาพเพื่อดูภาพขนาดใหญ่พร้อมคำอธิบาย
       หากพิจารณาพื้นที่ด้านทิศเหนือถนนสุขุมวิทที่ในเขตเทศบาลตำบลเมืองแกลง นับว่ามีการจราจรหนาแน่นน้อยกว่าด้านทิศใต้  สะพานตัวสุดท้ายที่สร้างขึ้นใหม่คือ สะพานโรงประปาบ้านหนองแหวน เมื่อปีพ.ศ.๒๕๕๑ 

       แต่สำหรับด้านทิศใต้ซึ่งมีประชากรอยู่อาศัยกันมาก และยังผลให้การจราจรคับคั่งในเขตเทศบาลฯ  สะพานตัวสุดท้ายที่ได้ก่อสร้างไว้ คือสะพาน ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน หรือ "สะพานฝั่งธน" ที่ได้ทำเป็นสะพานคอนกรีตแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕ หรือเกือบยี่สิบปีมาแล้ว  ขณะที่ยุคนั้นมีจำนวนครัวเรือนในเขตเทศบาลอยู่ไม่ถึงห้าพันหลังคาเรือน  แต่ปัจจุบันมีถึงเกือบเก้าพันหลังคาเรือน มีสถานประกอบการต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น โรงเรียนมีการรับนักเรียนเพิ่มมากขึ้น

       ยิ่งไปกว่านั้นคือ ปัจจุบันเส้นทางสายพลง ทะเลน้อยสามารถเชื่อมต่อไปยังบ้านทุ่งควายกินโดยข้ามคลองประแสที่สะพานบ้านท่ากะพัก ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปปากน้ำประแสได้ มีผู้นิยมใช้เส้นทางสายนี้เพื่อขึ้นมาที่ตลาดสามย่านกันมากขึ้น

ภาพแสดงเส้นทางและย่านที่มีประชากรคนและรถคับคั่ง
       ข้อสำคัญคือ แนวถนนสายหลักที่เชื่อมระหว่างจังหวัดระยอง จันทบุรี และจังหวัดตราด ที่เรารู้จักกันในชื่อว่า "ถนนบูรพาชลทิศ" นั้น มีจุดเริ่มต้นในเขตอำเภอแกลงที่อนุสาวรีย์สุนทรภู่ บนถนนสายสุนทรภู่ ซึ่งตัดเข้าหาพื้นที่เขตชุมชนหนาแน่นของเทศบาลตำบลเมืองแกลงบริเวณวงเวียนใน ก่อนที่จะเลือกไปออกถนนสุขุมวิท หรือไปใช้เส้นทางสายพลงช้างเผือกเพื่อลัดเลาะชายฝั่งทะเลไปจนถึงจันทบุรี และตราดได้ในที่สุด  ปริมาณยานยนต์จึงเพิ่มขึ้นจากการมีการคมนาคมที่ดี

       สภาพการณ์ดังกล่าว จึงส่งผลให้ถนนเทศบาลด้านทิศใต้ถนนสุขุมวิท มีปริมาณยานยนต์เพิ่มมากขึ้นมาก แม้ว่าเทศบาลฯ จะได้พยายามวางมาตรการหลายอย่าง อา่ทิ การออกเทศบัญญัติการจัดระเบียบการจอดยานยนต์ ปีพ.ศ.๒๕๕๐ เพื่อเข้มงวดวินัยจราจรยิ่งขึ้น การส่งเสริมให้ประชาชนทำที่จอดรถให้เช่าในเขตชุมชนหนาแน่น การขอความร่วมมือให้ออกแบบที่จอดรถสำหรับบ้านที่มีบริเวณเหลือ  รวมถึงการนำรถขนส่งเมืองแกลง (ขสมก.) มาวิ่งให้บริการถึง ๔ คันเพื่อลดจำนวนยานยนต์ส่วนตัวลง แต่เป็นที่แน่นอนว่า ยังมีความจำเป็นต้องมีมาตรการให้มากไปกว่านี้ จึงจะสามารถแก้ปัญหาความแออัดคับคั่งของยวดยานลงได้

       เทศบาลฯ จึงได้พิจารณาเรื่องการสร้่างสะพานแห่งใหม่ขึ้นบริเวณแหลมท่าตะเคียน เนื่องจากหากวัดระยะทางทางน้ำ ระหว่างสะพาน๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน (สะพานฝั่งธน) ซึ่งอยู่ในเขตเมืองชั้นใน มีการจราจรคับคั่ง กับสะพานที่บ้านท่ากะพัก ห่างกันถึงร่วม ๑๐ กิโลเมตร  ซึ่งทำให้ขาดการเชื่อมต่อการเดินทางในลักษณะการช่วยระบายการจราจรระหว่างสะพานทั้งสองแห่ง

       หากสามารถก่อสร้่างสะพานเพิ่มขึ้นที่แหลมท่าตะเคียน และก่อสร้างถนนไปเชื่อมกับชุมชนบ้านแหลมยางที่โค้งยายนาง สะพานแห่งนี้จะช่วยให้นักเรียนและคนในระบบโรงงานตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้ไปมาระหว่างชุมชนวัดพลงช้่างเผือกกับเส้นทางด้านทิศตะวันออกของเมืองได้สะดวกขึ้น สามารถไปโรงพยาบาลและสถานีตำรวจได้สะดวกรวดเร็วขึ้น...โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าไปแออัดกันในเขตเมืองชั้นในแต่อย่างใด 

       ทั้งนี้ หลักสำคัญคือ เมื่อได้ทำสะพานและถนนดังว่านี้แล้ว ยังต้องตระหนักอยู่เสมอว่า เมื่อสามารถระบายการจราจรให้ออกไปนอกเมืองได้  ในมุมกลับกัน สะพานและถนนดังกล่าว ก็สามารถพายานยนต์เข้ามาแออัดเบียดเสียดในเมืองได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องประเมินว่า อะไรจะเหมาะสมกว่ากันต่อไป 

(ตอนสุดท้าย... พบกับวันออกสำรวจเส้นทาง)

     

เผยแล้ว...อยู่เมืองแกลงมานานปี ช่วยตอบที..บ้านเรานี้ มีกี่สะพาน? (ตอนที่๒)

สะพานดำ 
       ...ต่อเมื่อมีการตัดถนนสุขุมวิทจากกรุงเทพมหานคร โดยเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ เรื่อยมาทางหัวเมืองทิศตะวันออก ถนนสุขุมวิทในยุคแรกก็เริ่มตัดเข้ามาในพื้นที่เมืองแกลง ซึ่งผู้อาวุโสในวัยแปดสิบปีขึ้นไปหลายท่านได้เคยเล่าว่า เคยไปรับจ้างทำถนนสุขุมวิทโดยการขุดดินขึ้นมาถมเป็นถนน คิดค่าแรงขุดดินกันเป็นหลุม ๆ ขนาดกว้างยาวลึกด้านละ ๑ หลา เรียกว่า "หลุมหลา"

แสดงธรณีสัณฐานที่ลุ่มในเขตเมืองแกลง
       เมื่อจะทำสะพานข้ามคลองสามย่าน (หลายแห่งคลองผ่านที่ไหน ก็เรียกชื่อตามนั้น อาทิ คลองดอนมะกอก คลองกระแสบน เป็นต้น)  ถนนสุขุมวิทก็ได้เลือกเอาบริเวณบ้านยายดำเป็นแนวสะพาน  ซึ่งทำกันเป็นสะพานไม้ในระยะแรก  จึงเป็นที่มาของคำว่า "สะพานดำ" ที่อยู่หน้าร้านเจียวโภชนา แล้วก็ไปทำ "สะพานดอนมะกอก" ข้ามคลองดอนมะกอกอีกแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลฯ

       พื้นที่ระหว่างสะพานทั้งสองแห่ง หรือพื้นที่ที่มีน้ำคลองประแสล้อมรอบ เป็นเหมือนพื้นที่เกาะที่เป็นที่ลุ่มต่ำ น้ำหลากในหน้าน้ำ

       ส่วนจุดข้ามคลองอื่น ๆ ในบริเวณเขตเทศบาลและพื้นที่โดยรอบ นอกจากทำเป็นสะพานแล้ว ยังมีการวางท่อสี่เหลี่ยมในบางแห่ง ปรากฎดังนี้
 แผนที่แสดงตำแหน่งสะพานข้ามคลองประแส จุดต่าง ๆ ทั้งในเขตเทศบาลและพื้นที่รอบ ๆ 
๑.ท่อสี่เหลี่ยม Block Convert ข้างที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลทางเกวียนและข้างแนวเวนคืนทำถนนวงแหวนบายพาสซึ่งใช้จัดงานของดีเมืองแกลง เพื่อให้น้ำจากคลองใช้ ด้านทิศตะวันตกไหลลอดถนนบ้านบึงแกลงไปได้

๒. สะพานหลังวัดหนองจรเข้ และหลังวัดบ้านนา

๓. สะพานโรงประปาบ้านหนองแหวน ซึ่งเดิมข้ามคลองไปมาด้วยคันเขื่อนดินถมกักเก็บน้ำและกันน้ำเค็มเอ่อเข้าโรงประปา ปัจจุบันกรมทางหลวงชนบทมาสร้างสะพานคอนกรีตขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๑

๔. สะพานบริเวณหมู่บ้านพวงเพชรข้ามไปโรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย

๕. สะพานที่ถนนบ้านนา เนินอู่ทอง ที่เป็นแนวแบ่งเขตระหว่างเทศบาลตำบลเมืองแกลง และบ้านนา

๖. สะพานซอยลมโชย สะพานดำ สะพานดอนมะกอก สะพานฝั่งธน ดังที่อธิบายข้างต้นมาแล้ว

๗. สะพานบ้านท่ากะพัก ทางด้านทิศใต้ของเมืองเชื่อมระหว่างบ้านทะเลน้อยกับบ้านทุ่งควายกิน

       เมื่อนับจำนวนแล้ว ในเขตเทศบาลตำบลเมืองแกลงจึงมีสะพานข้ามคลองประแสอยู่รวมถึง ๗ แห่ง ไม่นับรวมจุดข้ามคลองที่อยู่นอกเขต และสะพานข้ามคลองวังหว้าด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้อีกหนึ่งแห่ง

       เป็นข้อบ่งชี้ถึงความที่เมืองแกลง เป็น "เมืองที่ตั้ง...ริมฝั่งคลอง"  บ่งบอกถึงสภาพธรณีสัณฐาน บอกถึงรากอาชีพดั้งเดิม  การคมนาคมแต่ในอดีต ความอุดมสมบูรณ์ของข้าวปลาอาหาร....ฯ.....


       รวมไปถึงเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการนำพาพัฒนาเมืองว่าจะเดินหน้ากันอย่างไรต่อไป เพื่อมิให้ความเป็นแกลงต้องเสียอาการ หรือเสียทรง และส่งเสริมให้เมืองแกลงอยู่อย่างสอดคล้องกับตำแหน่งที่ตั้ง และสภาพดินฟ้าอากาศต่อไป



  (ตอนต่อไป...พบคำตอบว่า เหตุใดต้องมีสะพานเพิ่มขึ้นในเมืองแกลง)

     

มองเมืองแกลง..เมืองที่ตั้งริมฝั่งคลอง ผ่านสายน้ำคลองประแส และสะพาน "รักข้ามคลอง" (ตอนที่ ๑)

สะพานบ้านตลาดสามย่าน ปีพ.ศ.๒๔๖๖
       จากการที่เมืองแกลง เป็น "เมืองที่ตั้ง..ริมฝั่งคลอง"  โดยที่ในปี พ.ศ.๒๓๔๙ สุนทรภู่ได้เขียนไว้ในหนังสือนิราศเมืองแกลงตอนหนึ่งว่า "แล้วไปชมกรมการบ้านดอนเค็ด..." ซึ่งหมายถึงบ้านของเจ้าเมืองตั้งอยู่บริเวณ "บ้านดอนเค็ด" ย่านวัดโพธิ์ทองพุทธารามในยุคนั้น  จนต่อมา คราวเสด็จประพาสเมืองจันบุรี ของรัชกาลที่ ๕ ได้ทอดเรือพระที่นั่งอยู่ ณ "ปากน้ำประแส" แขวงเมืองแกลง ทรงมีพระราชนิพนธ์ไว้คราวมีราษฎรมารับเสด็จบริเวณตรงนั้นว่า "....ที่พระแกลงแกล้วกล้าอยู่...." 

สะพานฝั่งธนในปี พ.ศ.๒๕๐๒ ตรงกลางผลักให้สะพานหัน
เพื่อให้เรือผ่านไปมาได้
       ความข้างต้น จึงคาดว่า เมืองแกลงในสมัยสุนทรภู่มาเยี่ยมบิดา สมัยรัชกาลที่ ๓  ตั้งอยู่ที่บ้านดอนเค็ด และสม้ัยรัชกาลที่ ๕ "อาจจะ" อยู่ที่บ้านปากน้ำประแส  แต่จะในยุคใดก็ตาม ที่ตั้งของเมือง ก็ล้วนแต่อยู่ริมคลองประแสตลอดมา กระทั่งหนหลังสุด เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๑ ได้ย้ายเมืองจากบ้านดอนเค็ด มาอยู่ ณ "บ้านตลาดสามย่าน" จนถึงปัจจุบัน ก็ยังมาสร้างบ้านสร้างเมืองกันอยู่ริมคลองประแสเช่นเดิม เพียงแต่ที่บ้านตลาดสามย่านนี้ พื้นที่ด้านทิศตะวันตกของคลองเป็นที่สูงกว่า ไ่ม่ได้เป็นพื้นที่ลุ่มทั้งสองฝั่งคลองเหมือนที่บ้านดอนเค็ด

       เหตุดังกล่าว จึงกล่าวได้ว่า พื้นที่ตั้งของเมืองแกลงบริเวณเทศบาลตำบลบ้านนา อบต.ทางเกวียน เทศบาลตำบลทุ่งควายกิน เทศบาลตำบลเมืองแกลง เทศบาลตำบลเนินฆ้อ เทศบาลตำบลปากน้ำประแส อบต.คลองปูน อบต.วังหว้า ย่านนี้ ล้วนแต่เป็นพื้นที่ลุ่ม มีคลองสายหลัก และมือคลอง หรือคลองซอยอยู่ทั่วไป อาชีพดั้งเดิมของคนย่านนี้ จึงทำนากันมาเป็นพื้นเดิม ก่อนที่ผู้คนจะเพิ่มขึ้นและขยับกันขึ้นไปทางทิศเหนือซึ่งเป็นพื้นที่สูงกว่า แล้วทำอาชีพทำสวนนานาชนิดกันต่อมา

งานฉลองสะพาน ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน ปีพ.ศ.๒๕๕๒
       ที่น่าติดตามต่อไป ก็คือ การไปมาระหว่างคนสองฝั่งคลองในอดีตเขาทำกันอย่างไร นอกจากทำสะพานแล้ว ก็ยังมีข้ามคลองด้วยเรือข้ามฟาก เช่น แถบบ้านแหลมยาง แถบบ้านดอนกอกล่าง หากจะไปมากับบ้านปากน้ำประแส  ต้องนั่งเรือหรือที่ไปจักรยานก็ต้องใส่เรือข้ามฟากไป  นอกจากนี้ ย่านที่น้ำขังในหน้าฝน และท้องนาที่มีผู้คนอยู่กันเป็นหมู่ ก็ยังมีการทำสะพานคนเดิน เช่น สะพานไม้เก่าแก่สำหรับคนเดินอยู่ด้านหลังวัดโพธิ์ทองพุทธาราม สะพานไม้คนเดินคลองบุญสัมพันธ์ในเขตบ้านนาที่รื้อทิ้งไปหมดแล้ว  

สะพาน ๑๐๐ ปีคราวงานบุญกลางบ้าน
       ส่วนสะพานที่อยู่ในย่านการค้าการขายที่คึกคักที่สุดในยุคก่อน ก็คือ สะพานหน้าที่ว่าการอำเภอแกลงหลังเก่า ที่ตลาดสามย่าน ซึ่งนิยมเรียกกันว่า "สะพานฝั่งธน"   แต่เดิมคาดว่าคงมีสะพานเก่าอยู่ก่อนแล้วเมื่อมีการย้ายที่ตั้งเมืองแกลงมาอยู่บ้านตลาดสามย่าน ในปีพ.ศ.๒๔๕๑ จนเมื่อราวปี พ.ศ.๒๔๖๖ มีการปรับปรุงก่อสร้างสะพานตรงนี้ขึ้นใหม่ เป็นสะัพานคนเดินกว้างประมาณ ๒ เมตร มีบอกชนิดเนื้อไม้ที่ใช้ทำสะพานและราวสะพานไว้เสร็จสรรพ และแจ้งว่าได้รวบรวมเงินบริจาคมาทำสะพานที่ยาว ๓๒ เมตรนี้ด้วยเงิน ๑,๐๖๔ บาท  ซึ่งเทศบาลตำบลเมืองแกลงพบหลักฐานภาพถ่าย และหลักฐานที่ปรากฎอยู่ในหนังสือราชกิจจานุเบกษาระบุไว้ชัดเจน  จนเมื่อมีการสร้่างโรงเลื่อยเหนือขึ้นไปจากสะพาน ในราวปี พ.ศ.๒๔๙๐ ก็มีการออกแบบสะพานให้ตรงกลางสามารถใช้แรงคนผลักให้เปิดออกได้ เพื่อให้เรือบรรทุกไม้และสินค้าอื่น ๆ เข้าออกได้

แสดงความแตกต่างของธรณีสัณฐานที่ตั้งเมืองทั้งสองยุค
        ต่อมามีการออกแบบให้สะพานกว้างขึ้นแต่ยังเป็นสะพานไม้อยู่ เพื่อให้รถวิ่งผ่านไปมาได้ จนถึงปี พ.ศ.๒๕๓๕ สะพานคอนกรีตจึงได้ก่อสร้างขึ้นมาแทนจนแล้วเสร็จใช้การได้ โดยกรมโยธาธิการเป็นผู้สร้าง  และเมื่อปีพ.ศ.๒๕๕๑ เทศบาลตำบลเมืองแกลง จึงได้ออกแบบสะพานแห่งนี้ขึันใหม่ โดยคงโครงสร้างเดิมของสะพานไว้ แล้วประดิษฐ์บรรจงให้ราวสะพานมีลวดลายสวยงามยิ่งขึ้นแล้วจัดพิธีฉลองในโอกาสงานบุญกลางบ้าน ตอน "ฉลอง ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน" ด้วยบริเวณสะพานแห่งนี้ นับว่าเป็นจุดตั้งต้นของเมืองแกลงในยุคที่ ๒ ที่มีการย้ายเมืองจากบ้านดอนเค็ดมาอยู่ที่นี่ เมื่อปีพ.ศ.๒๔๕๑

แสดงตำแหน่งสะพานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
       ส่วนไม้ทำสะพานนั้น เทศบาลตำบลเมืองแกลง (ทางเกวียนในยุคนั้น) ได้ถอดไปปรับปรุงซ่อมแซมสะพานที่ซอยลมโชย กระทั่งเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ สะพานไม้มีสภาพชำรุดทรุดโทรมจนอาจเป็นอันตรายต่อการสัญจรไปมา เทศบาลฯ จึงได้ก่อสร้างเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้นใหม่ที่ตรงนี้ พร้อมได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อสะพานนี้ว่า "สะพานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี"

(ตอนต่อไป พบกับสะพานทั้งหลายในเมืองแกลง)


   

     

   

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

๑๒ สิงหานี้เป็นต้นไป ถนนท่ายายบุญ - บ้านบนเนินตลอดสาย จะเพลินด้วยไม้ยืนต้นสองฝั่งทาง

ถนนแกลงกล้าหาญที่ออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่ง
ของสนามกีฬากลาง ของเทศบาลฯ
       ในโอกาสวันที่ ๑๒ สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ที่จะเวียนมาถึงในเร็ววันนี้  เทศบาลตำบลเมืองแกลง ตัดสินใจเลือกถนนท่ายายบุญ - บ้านบนเนิน ปลูกไม้ยืนต้นสองฝั่งทางไปจนตลอดระยะทางประมาณ ๑๗๐๐ เมตร

แนวถนนท่ายายบุญ - บ้านบนเนิน (เส้นสีเหลือง)
       ในการเตรียมการดังกล่าว จะเริ่มวางจุดปลูกจากสะพานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ พรรษา ในพื้นที่ชุมชนบ้านหนองแหวน เรื่อยไปทั้งสองฝั่งทางจนถึงท้ายซอยบนเนิน หรือซอยหมอวน โดยคาดว่าจะทิ้งระยะห่างการปลูกประมาณต้นละ ๗ เมตร และปลูกห่างจากขอบคันทางประมาณ ๑ เมตร เนื่องจากถนนสายนี้ ได้กำหนดไว้ในเทศบ้ัญญัติว่าด้วยการผังเมือง ให้มีระยะถอยร่นจากขอบทาง ๓ เมตรไปตลอดแนว รวมถึงระดับดินถมต้องไม่เกินระดับผิวทาง และความสูงตัวอาคารไม่เกิน ๑๐ เมตร เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย  และสำหรับต้นไม้ที่จะนำมาปลูก ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาพันธุ์ไม้ยืนต้นอย่างน้อย ๒ ชนิด คือ ต้นราชพฤกษ์ซึ่งมีดอกสีเหลืองสวยงาม ต้นแคนาซึ่งมีรูปทรงสวยงาม ดอกใช้รับประทานได้ หรืออาจปลูกสลับกันไป 

       อนึ่ง ถนนท่ายายบุญ - บ้านบนเนินนี้  http://www.panoramio.com/photo/55794243 


หากจะให้เข้าใจง่ายก็คือถนนในซอยลมโชย เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๗ เมตร และมีไหล่ทางลาดยางข้างละ ๑ เมตร รวมความกว้าง ๙ เมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๕๕๒ โดยกรมทางหลวงชนบท ด้วยงบประมาณกว่า ๑๔ ล้านบาท ตามที่เทศบาลตำบลเมืองแกลงได้ขอรับการสนับสนุนไว้ นับเป็นถนนสายทางลูกรังที่ยาวที่สุดสายสุดท้ายของเมืองแกลงที่ได้รับก่อสร้างเพื่อเชื่อมโยงการเดินทางสำหรับพี่น้องชาวเมืองแกลงจากชุมชนวัดโพธิ์ทองฯ ด้านทิศตะวันออก มุ่งหน้าสู่ถนนสายบ้านบึง - แกลง ในบริเวณใจกลางเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ถนนสุขุมวิท ที่เป็นทางหลวงแผ่นดิน มีการจราจรคับคั่ง ซึ่งจะทำให้ชาวเมืองแกลงมีความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้นในการเดินทาง  นอกจากนี้ ยังเป็นถนนที่ตัดกับถนนแกลงกล้าหาญ ตรงบริเวณที่ห่างจากสนามกีฬากลางของเทศบาลฯ เพียงประมาณ ๓๐๐ เมตรเท่านั้น ซึ่งถนนแกลงกล้าหาญได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของสนามกีฬากลาง ด้วยการปลูกต้นจามจุรีแนวเกาะกลางเพื่อให้ร่มเงา และปลูกต้นยางนาริมสองฝั่งทาง ซึ่งต้นยางนาเป็นไม้ยืนต้นทรงสูง และผิวทาง มีการออกแบบให้มีทางเท้ากว้าง ๓.๕ เมตรเท่ากับทางสำหรับรถยนต์ มีทางจักรยานกว้าง ๒ เมตรทั้งสองฝั่ง ซึ่งปัจจุบัน ต้นไม้ทั้งสองชนิดกำลังเติบโตสวยงามขึ้นเรื่อย ๆ และมีประชาชนนิยมไปเดินวิ่งออกกำลังกายกันเป็นประจำ

ถนนท่ายายบุญ - บ้านบนเนินในปัจจุบัน
       เทศบาลตำบลเมืองแกลง คาดหวังว่า ถนนท่ายายบุญ - บ้านบนเนินที่กำลังจะร่วมกับชุมชนต่าง ๆ และพี่น้องชาวเมืองแกลง ปลูกไม้ยืนต้นในโอกาสวันแม่ ๑๒ สิงหาคมนี้ จะเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่มีความสวยงามร่มรื่นโดยเทศบาลฯ จะเข้าดูแลบำรุงรักษาหลังการปลูกแล้วต่อไ

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

คอกวัวหลังใหม่พร้อม..เตรียมไถ่ชีวิตวัวจากโรงฆ่าสัตว์เพิ่มอีก เพื่อจัดการเศษผักหญ้าเพิ่มปุ๋ยคอก

คอกวัวใหม่ มีเพิงกันแดดฝน มีบริเวณให้วัวเดิน ไม่ต้องปล่อยลงทุ่งทุกวัน คนเลี้ยงมีเวลาออกเก็บผักหญ้ามากขึ้น
ปุ๋ยที่เป็นผลผลิตจากการเลี้ยงวัวด้วยเศษผักหญ้า
  คลิปวัวเทศบาล.. http://www.youtube.com/watch?v=o1x8I5QhMeg   

        หากยังจำกันได้  เทศบาลตำบลเมืองแกลงได้เคยระดมทุนในโครงการไถ่ชีวิตโค กระบือ เมื่อคราวงานบุญกลางบ้านในปี ๒๕๕๒ ตอน ฉลอง ๑๐๐ ปีบ้านตลาดสามย่าน โดยที่ได้ทุนจากการรับบริจาคถึง ๙ หมื่นบาท และได้นำไปไถ่ชีิวิตวัวจากโรงฆ่าสัตว์มาได้จำนวน ๙ ตัว จากนั้นได้นำไปเลี้ยงไว้ ณ บริเวณศาลาแหลมท่าตะเคียนเรื่อยมา

       กระทั่งผ่านมา ๒ ปี วัวตกลูกเพิ่มขึ้นอีกหลายตัว บางตัวไปไถ่ชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์มาวันนี้ พอเช้ามืดก็ตกลูกเพิ่ม  รวมถึงมีพี่น้องชาวเทศบาลตำบลเมืองแกลงผู้ใจบุญได้ไปไถ่ชีวิตโคจากโรงฆ่าสัตว์มาให้เลี้ยงอีก ทำให้ขณะนี้เทศบาลฯ มีวัวอยู่ทั้งสิ้นจำนวน ๑๙ ตัว ซึ่งตัวล่าสุดได้รับมอบจากคุณประศานต์ อิศรานุวัตร หรือคุณติ๊ดปาล์มเมื่อเดือนมิถุนายนในโอกาสทำบุญวันคล้ายวันเกิด

หญ้าริมถนนที่ต้องตัดแต่งถูกนำไปใช้เป็นอาหารวัว
       นอกจากนี้ ในคราวงานบุญกลางบ้านเมื่อเดือนมีนาคมปีล่าสุด ยังมีประชาชนมาทำบุญไถ่ชีวิตโคในงานอีกเป็นเงินร่วมสี่หมื่นบาท ซึ่งเทศบาลฯ เตรียมไปไถ่ชีวิตโคจากโรงฆ่าสัตว์มาเพิ่มภายในเร็ววันนี้ เนื่องจากขณะนี้ คอกวัวแห่งใหม่ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะคอกวัวเดิมซึ่งใช้หลังคามุงด้วยผ้าไวนิวที่เหลือจากป้ายโฆษณา ได้ชำรุดเสื่อมสภาพลงตามอายุการใช้งาน กอปรกับพื้นที่คอกไม่เพียงพอต่อจำนวนวัวที่เพิ่มขึ้น

วัวที่ชาวบ้านช่วยกันไถ่ชีวิตจากโรงฆ่าสัตว์..เลี้ยงโดยไม่ขาย ไม่ฆ่า
       คอกวัวแห่งใหม่นี้ ได้ออกแบบให้มีโรงเรือนสำหรับเป็นที่อาศัยหลบน้ำค้าง หลบฝนยามค่ำ และกั้นบริเวณโดยรอบคอกวัวด้วยรั้วลวดหนาม ให้วัวได้มีบริเวณไว้เดินสำหรับผ่อนคลาย ไม่แออัด  โดยการทำบริเวณรอบคอกนี้ เพื่อไม่ต้องปล่อยวัวออกทุ่ง ซึ่งทำให้เสียเวลามากพอสมควร และทำให้เจ้าหน้าที่มีเวลาออกไปตัดหญ้าข้างทาง หรือตามแหล่งที่รกไปด้วยกิ่งไม้ใบหญ้า นำกลับมาเป็นอาหารของวัวได้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือ ที่ต้องการนำวัวเหล่านี้มาไว้ช่วยเทศบาลในการกำจัดเศษผักเศษหญ้า แล้วนำมูลวัวเหล่านี้ไปใช้เป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้ของเทศบาลได้อีกต่อหนึ่ง เป็นการประหยัดงบประมาณการจัดซื้อปุ๋ยลงไปได้มาก ช่วยทำให้ภูมิทัศน์บ้านเมืองเรียบร้อยขึ้น

       และเมื่อได้นำเงินทำบุญไปไถ่ชีวิตวัวจากโรงฆ่าสัตว์มาเพิ่มในเร็ววันนี้แล้ว จะได้แจ้งให้ท่านได้ทราบต่อไปเพื่อร่วมกันอนุโมทนา